CakePHP app กับ userdir

เวลาเอา web app ที่เขียนด้วย cakephp ไปใส่ใน userdir เช่น /home/veer/public_html/myapp (ซึ่งมักจะไปตรงกับ url http://hostname/~veer/myapp) มักจะมีปัญหากับ mod_rewrite ขึ้นมา แต่ก็แก้ไม่ยาก เพียงแต่แก้ .htaccess ใน myapp กับ myapp/app/webroot

เดิมทีจะเขียนไว้ประมาณนี้ (ใน myapp กับ myapp/app/webroot ไม่เหมือนกัน แต่ก็แก้เหมือนกัน)


   RewriteEngine on
   RewriteRule    ^$ app/webroot/    [L]
   RewriteRule    (.*) app/webroot/$1 [L]

ก็แก้โดยใส่ RewriteBase เข้าไปเป็นแบบนี้


   RewriteEngine on
   RewriteBase    /~veer/myapp
   RewriteRule    ^$ app/webroot/    [L]
   RewriteRule    (.*) app/webroot/$1 [L]

เสร็จแล้ว

แยก python environment: Pylons + virtualenv + mod_wsgi

ในเครื่องแม่ข่ายเครื่องหนึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่ามีคนใช้ Pylons, Django, Turbogears แถมยังอาจจะใช้ package ของ Python ที่แตกต่างๆ กัน. ถ้าลงทุก package ที่ทุกคนต้องการไว้ในส่วนกลางหมดก็เป็นไปได้ว่าอาจจะมีบาง package ขัดแย้งกัน โดยเฉพาะโปรแกรมเดียวกันที่ต่าง version กัน. มากไปกว่านั้นก็อาจจะต้องกวนให้ sys admin ช่วย install ให้บ่อยๆ ด้วย หรือจะให้ทุกคนลง package ในส่วนกลางได้เองหมด ก็อาจจะกระทบกับเสถียรภาพโดยรวมของระบบ. อย่ากระนั้นเลยใช้ virtualenv มาแยก Python environment ของแต่ละคนเลยดีกว่า.

ผมก็เลยลองลง virtualenv ใช้กับ Apache + mod_wsgi + mod_userdir บน Ubuntu 8.04 บนเครื่องส่วนตัวของผมเองดู. ใน entry นี้ผมสมมุติว่าใช้ Apache + mod_wsgi + mod_userdir ได้อยู่แล้วนะครับ (และ มี setuptools ไว้แล้ว) แต่ถ้าสนใจเรื่องการติดตั้งระบบที่ใช้ mod_wsgi ผมก็เขียนเก็บไว้บ้างเหมือนกันที http://blog.vee-u.com/tag/mod_wsgi/

ลง virtualenv ง่ายมากเพียงสั่ง

$ sudo easy_install virtualenv

ก็เสร็จแล้ว

จากนั้นก็สร้าง directory ไว้ลง package ส่วนตัว โดยสั่ง

$ mkdir $HOME/pyenv

จากนั้นก็เข้าไปจัดการสร้าง enviroment โดย

$ cd $HOME/pyenv
$ virtualenv –no-site-packages BASELINE

แล้วก็สร้าง environment สำหรับลง Pylons
$ virtualenv –no-site-packages PYLONS-1

ก่อนลง Pylons ก็ activate environment นั้นก่อน
$ source PYLONS-1/bin/activate

พอ activate แล้ว prompt จะเปลี่นนเป็น (PYLONS-1)$

จากนั้นก็ลง Pylons 0.9.7 (รุ่นทดลอง), SQLAlchemy 0.4.8 และ PasteDeploy (ไม่ต้อง sudo ด้วย)
(PYLONS-1)$ easy install pylons==0.9.7rc2
(PYLONS-1)$ easy install sqlalchemy==0.4.8
(PYLONS-1)$ easy install PasteDeploy

แล้วก็ไฟล์สำหรับเรียก Pylons จาก wsgi ประมาณนี้

APP_CONFIG = "/home/veer/Develop/pylons/ex1/production.ini"
import os
os.environ['PYTHON_EGG_CACHE'] = "/home/veer/egg"
import sys

# บอกให้ python ไปหา package ที่ที่เราเตรียมไว้
sys.path = []
sys.path.append("/home/veer/pyenv/BASELINE/lib/python2.5/site-packages")
sys.path.append("/home/veer/pyenv/PYLONS-1/lib/python2.5/site-packages")
sys.path.append("/home/veer/Develop/pylons/ex1")

from paste.deploy import loadapp
application = loadapp("config:" + APP_CONFIG)

อะไรที่เขียน /home/veer ต่างๆ นี้คือสิ่งที่ใช้ในเครื่องผม เครื่องอื่นๆ ก็คงใช้ต่างๆ กันไป

เท่านี้เว็บของแต่ละคนก็มี environment ของตัวเองแล้ว อย่างในกรณีนี้ package ต่างๆ ก็มาอยู่ใน $HOME ของแต่ละ user แทนที่จะไปอยู่รวมๆ กันใน /usr/lib ผู้ใช้แต่ละคนก็แก้ได้ สะดวกสบาย

อ้างอิง http://code.google.com/p/modwsgi/wiki/VirtualEnvironments

Pylons + mod_wsgi + mod_userdir

ต่อจาก ติดตั้ง Django ก็ต่อด้วย Pylons. ก่อนหน้าจะพยายามลง Pylons ผมก็ลองพวก WSGIDaemonProcess ไปแล้ว แต่ว่าไม่สำเร็จก็เลยข้ามๆ ไป. ใช้ user เป็น www-data ก็ได้ :-P.

Pylons ก็มา pattern เดิมๆ ที่อ่านมาจาก http://code.google.com/p/modwsgi/wiki/IntegrationWithPylons เริ่มด้วยสร้าง pylons.wsgi ใน /home/veer/public_html/wsgi-scripts ตามนี้

APP_CONFIG = "/home/veer/Develop/pylons/mydb4/production.ini"
import os
os.environ['PYTHON_EGG_CACHE'] = "/home/veer/egg"
import sys
sys.path.append("/home/veer/Develop/pylons/mydb4")
from paste.deploy import loadapp
application = loadapp("config:" + APP_CONFIG)

แล้วก็สร้าง /home/veer/egg เปลี่ยน permission ( mkdir /home/veer/egg; chmod 777 /home/veer/egg )

แล้วก็แก้สร้าง production.ini โดยการ copy มาจาก development.ini แล้วก็แก้ให้
full_stack = false
และ
debug = false

เท่านี้ก็น่าจะพอใช้ได้แล้ว

ลืมไปผมสร้าง app ไว้ใน /home/veer/Develop/mydb4 นะครับ พวก development.ini ก็อยู่ในนี้ล่ะ

Django + userdir + mod_wsgi

แน่นอนเป็นภาคต่อมาจาก Turbogears + userdir + mod_wsgi. Django ก็ใช้ท่าคล้ายๆ Turbogears เปลี่ยน prefix นิดๆ หน่อยก็ใช้ได้แล้ว

หลังจากศึกษาวิธีใช้จาก http://code.google.com/p/modwsgi/wiki/IntegrationWithDjango ผมสร้าง django.wsgi ไว้ใน /home/veer/public_html/wsgi-scrips อีกเช่นเคย

import os, sys
sys.path.append('/home/veer/Develop/django/mysite') # site ของผมเก็บไว้ที่นี้
sys.path.append('/home/veer/Develop/django')
os.environ['DJANGO_SETTINGS_MODULE'] = 'mysite.settings'

import django.core.handlers.wsgi

application = django.core.handlers.wsgi.WSGIHandler()

ที่ลำบากนิดหน่อยคือพวก media ทั้งหลาย ผมก็ copy มาไว้ใน home เลย (ขนาดประมาณ 300KiB กว่าๆ)

cp -r /usr/share/python-support/python-django/django/contrib/admin/media/ /home/veer/public_html/django_admin_media

แล้วก็ไปแก้ settings.py ใน /home/veer/Develop/django/mysite นิดหน่อย แก้ ADMIN_MEDIA_PREFIX จากเท่ากับ ” เป็น ADMIN_MEDIA_PREFIX = ‘/~veer/django_admin_media/’

เท่านี้ก็ไปเปิดเว็บดูก็ใช้ได้ (ถ้าผมไม่ได้ลืมเขียนอะไรไปนะ)

พรุ่งนี้น่าจะได้ลอง Pylons กับ WSGIDaemonProcess username user=username อะไรทำนองนี้.

mod_wsgi + userdir + Turbogears

อาจจะดูคลั่งๆ หน่อยแต่ mod_wsgi + userdir + Turbogears ก็ใช้ได้แล้ว. ด้วยพื้นฐานจากการใช้ mod_wsgi+userdir , การใช้ mod_wsgi กับ Turbogears และ การใช้ mod_wsgi กับ Turbogears แบบ non-root-mount. ก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรแล้ว :-P.

แค่ copy ไฟล์ tg.wsgi ที่เคยอยู่ใน /home/veer/tg/tgapp/apache ไปไว้ใน /home/veer/public_html/wsgi-scripts/ แล้วก็แก้ prod.cfg ใน /home/veer/tg/tgapp นิดหน่อยที่ server.webpath ให้เปลี่ยนเป็น server.webpath=”/~veer/wsgi-scripts/tg.wsgi” เท่านี้ก็ใช้ซะงั้น.

สำหรับ Turbogears แล้วสำคัญมาที่ต้องใช้ tg.url เวลาเขียน URL ไม่ใส่ URL เอาเองตรงๆ (แบบที่ผมเคยทำ) … ไม่งั้นเวลามา deploy แบบนี้ก็แก้กันอ้วก :-P.

mod_wsgi + userdir บน ubuntu 8.04

ผมอ่านเรื่องเปิดเทียบ web app tech ต่างๆ มา. เห้น mod_wsgi น่าสนใจดีก็เลยจะลองเล่นบ้าง (เอาแบบให้ใช้ได้หลายๆ user ด้วย น่าจะเหมาะกับ lab ดี) ก็เริ่มจากไปอ่าน http://code.google.com/p/modwsgi/wiki/ConfigurationGuidelines

แต่ก่อนจะทำตามตำรา ผมก็ลง mod_wsgi ก่อนเลย

 sudo aptitude install libapache2-mod-wsgi

ตามด้วย enable มันซะ

sudo a2enmod mod-wsgi

แปลกนะมีคำว่า mod ติดมาด้วย หาตั้งนาน 😛 ปกติเวลาจะใช้ mod_userdir ก็แค่

sudo a2enmod userdir

(ไม่ใช่เหรอ? …. รวมถึง mod_rewrite และอื่นๆ ด้วย)

ด้วยความพิเศษของ Ubuntu/Debian นิดหน่อยๆ ไฟล์ที่ผมเข้าไปแก้คือ /etc/apache2/mods-enabled/userdir.conf ก็ดัดแปลงตามตัวอย่างอะนะแก้แล้วเป็นแบบนี้

<IfModule mod_userdir.c>
        UserDir public_html
        UserDir disabled root

        <Directory /home/*/public_html/>
                AllowOverride FileInfo AuthConfig Limit
                Options MultiViews Indexes SymLinksIfOwnerMatch IncludesNoExec
        </Directory>

        RewriteEngine On
        RewriteCond %{REQUEST_URI} ^/~([^/]+)
        RewriteRule . - [E=APPLICATION_GROUP:~%1]

        <Directory /home/*/public_html/wsgi-scripts/>
                Options ExecCGI
                SetHandler wsgi-script
                WSGIApplicationGroup %{ENV:APPLICATION_GROUP}
        </Directory>
</IfModule>

เสร็จแล้วผมก็เข้าไปสร้าง folder ที่ /home/veer/public_html/wsgi-scripts พร้องเปลี่ยน permission เป็น 755 ตามด้วยเอา myapp.wsgi ตามตัวอย่างไปวางในนั้น

def application(environ, start_response):
    status = '200 OK'
    output = 'Hello World!'
    response_headers = [('Content-type', 'text/plain'),
                        ('Content-Length', str(len(output)))]
    start_response(status, response_headers)
    return [output]

จากนั้นก็ไปที่ web browser เรียก http://127.0.0.1/~vee/wsgi-scripts/myapp.wsgi (ตามรูป)

ขั้นตอนถัดไปก็จะลองลง Pylons และ Django ดู